ภาษาไทย
เข้าสู่ระบบ!! บทความ
แหวนเพชร ไซส์ 1-10 กะรัต
แหวน
สร้อยคอ
นาฬิกา
กำไล/สร้อยข้อมือ
ต่างหู
จี้เข็มกลัด
เครื่องทองโบราณ
เพชรใบเซอร์ GIA
เพชรใบเซอร์ GIA
Very Sale
เพิ่มเพื่อน
บริการของร้านค้า
วิธีการชําระเงิน
แจ้งการชำระเงิน



สถิติของเวบไซต์
เปิดเวบเมื่อ 15/07/2551
ปรับปรุงเวบเมื่อ 25/08/2563
ผู้ชมทั้งหมด
สินค้าทั้งหมด 123


หมวดหมู่สินค้า/บริการ
ดัชนีราคา



จดหมายข่าว
กรุณาใส่อีเมล์ของท่าน เพื่อรับข่าวสารที่น่าสนใจ










บทความ
ที่มาของน้ำหนักเพชร “กะรัต” (อ่าน 389/ตอบ 0)

ใครไม่เคยซื้อเพชรอาจจะงง ว่าเพชร 1 กะรัต หน้าตาประมาณไหน คำนี้มาได้ยังไง และถ้าเล็กใหญ่กว่า 1 กะรัตนี่เค้าซื้อขายกันยังไง

 1 กะรัต มาจากเมล็ดพืชชนิดหนึ่งที่หน้าตาคล้ายมะขาม อันมีชื่อว่า Carob Seed ซึ่งมีน้ำหนักเท่ากันเป๊ะเวอร์ทุกเม็ด คนโบราณก็ช่างสรรหา ได้เจ้าเมล็ด Carob มาใช้เป็นตัวชั่ง ตวง วัด จนแผลงมาเป็นคำว่า "กะรัต" หรือว่า "Carat" ที่ใช้กันมาจนถึงทุกวันนี้

 1 กะรัต ยังสามารถแบ่งซอยย่อยออกได้อีกเป็น 100 สตางค์ จำง่ายๆว่าเหมือน 1 บาทไทยที่มี 100 สตางค์นั่นแหละ เวลาซื้อขายกันก็จะดูที่น้ำหนักตัวนี้เป็นหลัก ราคาต่อกะรัตเท่าไหร่ ก็คูณน้ำหนักจริงเข้าไปอีกที เพชรแต่ละเม็ดที่น้ำหนักต่างกันก็เลยมีราคาที่ไม่เท่ากัน ทำให้เพชรน้ำหนัก 1.01 กะรัต กับ 1.10 กะรัตนั้นมีราคาต่างกัน

 ยิ่งเพชรเม็ดใหญ่ก็จะยิ่งแพง เพราะ "ราคาต่อกะรัต" เพิ่มมากขึ้น เช่น ถ้าใครเคยซื้อเพชรน้ำหนัก 30 สตางค์หรือ 0.30 กะรัต ในราคา 20,000 บาท อาจจะกระหยิ่มใจว่าเก็บตังอีกไม่เท่าไหร่ก็จะซื้อ 50 สตางค์ได้ ขอบอกเลยว่าไม่สามารถ เพราะราคาของ 50 สตางค์ในคุณภาพเดียวกันอาจจะกระโดดลิ่วไปไกลถึง 7-8 หมื่นโน่นเลย นี่ก็เป็นเพราะ "ราคาต่อกะรัต" ที่เพิ่มสูงขึ้นเมื่อเพชรเม็ดใหญ่ขึ้น

 แม้กระทั่งเศษเล็กๆ เช่น 0.31 หรือ 0.33 กะรัตก็มีราคาต่างกันได้ เพราะทุกสตางค์คือราคาของเพชรทั้งสิ้น

 สิ่งที่อยากจะฝากคือ น้ำหนักเพชรไม่ใช่ทุกอย่าง เพราะจะดูเพชรทั้งที ต้องดูให้ครบ 4 คุณลักษณ์อันได้แก่ สี ความสะอาด ขนาดและการเจียระไน

 เพราะถ้าหากดูพลาดไป นั่นอาจหมายถึงเงินหลักแสนหลักล้านที่อาจหลุดลอยหายออกจากกระเป๋าสตางค์แล้วไม่กลับมาอีกเลยก็ได้......

 

 

 

 

Credit   http://www.diamondguru.co.th/article/detail.php?id=323



© 2001-2010. TARAD.com. All Rights Reserved.